กรอกราคาขายและต้นทุนต่อออเดอร์ รู้ทันทีว่าจ่ายค่าโฆษณาได้สูงสุดกี่บาทต่อออเดอร์ และต้องได้ ROAS กี่เท่าถึงจะกำไรตามเป้า
ใส่ตัวเลขเดือนที่แล้ว ระบบจะบอกว่าตอนนี้กำไรหรือขาดทุนจริง
ใช้ตั้งเป้ากับทีมยิงแอด หรือเช็กว่าตัวเลขในรายงานแปลว่ากำไรหรือขาดทุน
| ROAS | ค่าแอด/ออเดอร์ | กำไร/ออเดอร์ | กำไร % |
|---|---|---|---|
| กรอกราคาและต้นทุนก่อน | |||
กรอกราคาขาย และต้นทุนสินค้า
ระบบจะคำนวณให้ทันที
ต้นทุนรวมต่อออเดอร์สูงกว่าราคาขาย ยิงแอดเท่าไหร่ก็ขาดทุน ควรปรับราคา จัดเซ็ตสินค้า หรือลดต้นทุนก่อนเริ่มโฆษณา
* ROAS = ยอดขายจากโฆษณา ÷ ค่าโฆษณา ตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายคงที่ เช่น เงินเดือน ค่าเช่า ควรตั้งเป้า ROAS สูงกว่าจุดคุ้มทุนเสมอ
สำหรับธุรกิจที่ยิงแอดเพื่อเก็บ Lead หรือให้ลูกค้าทักแชทก่อนปิดการขาย จ่ายค่าแอดต่อ Lead ได้สูงสุดเท่าไหร่
เพื่อดูต้นทุนต่อ Lead ที่จ่ายได้
คำนวณย้อนจากกำไรต่อดีลและอัตราปิดการขาย ว่าจ่ายค่าโฆษณาต่อ Lead (CPL) และต่อลูกค้า 1 ราย (CPA) ได้สูงสุดเท่าไหร่ถึงไม่ขาดทุน และควรคุมที่เท่าไหร่เพื่อให้ได้กำไรตามเป้า
รู้ตัวเลขก่อนยิงแอด จะได้ตั้งเป้าให้ทีมหรือเอเจนซีได้ถูก
เครื่องคำนวณ ROAS จุดคุ้มทุนจากราคาขาย ต้นทุน และค่าธรรมเนียม บอกว่าจ่ายค่าโฆษณาได้สูงสุดกี่บาทต่อออเดอร์ ต้องได้ ROAS กี่เท่าถึงกำไรตามเป้า และเช็กได้ว่าแคมเปญที่ยิงอยู่ตอนนี้กำไรหรือขาดทุนจริง
เข้าใจตัวเลขนี้ให้ถูก ช่วยให้ไม่ขาดทุนแบบไม่รู้ตัว
ROAS (Return on Ad Spend) คือยอดขายที่ได้ต่อค่าโฆษณา 1 บาท เช่น จ่ายค่าแอด 10,000 บาท ได้ยอดขาย 40,000 บาท แปลว่า ROAS = 4 เท่า
ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้ทุกธุรกิจ สินค้าที่กำไรต่อชิ้นสูง ROAS 2 เท่าก็กำไรแล้ว แต่สินค้ากำไรบางอาจต้อง 5 เท่าขึ้นไป จึงต้องคำนวณจุดคุ้มทุนของตัวเองก่อนตั้งเป้า
ROAS ดูแค่ยอดขายเทียบค่าแอด ส่วน ROI ดูกำไรจริงหลังหักต้นทุนทั้งหมด ROAS สูงไม่ได้แปลว่ากำไรเสมอ ถ้าต้นทุนสินค้าสูง
เพิ่มยอดต่อบิล (จัดเซ็ต ส่งฟรีเมื่อซื้อครบ) ปรับครีเอทีฟให้คนคลิกและซื้อมากขึ้น ยิงแอดกลับไปหาคนที่เคยสนใจ และดึงลูกค้าเก่ามาซื้อซ้ำผ่าน LINE หรืออีเมล ซึ่งต้นทุนต่ำกว่าหาลูกค้าใหม่
ใช้ร่วมกันเพื่อวางแผนการตลาดให้ครบทุกด้าน