ก่อนเริ่มยิงโฆษณาสักบาท เจ้าของธุรกิจทุกคนควรรู้จักตัวเลขตัวนี้ให้ขึ้นใจ เพราะมันคือเข็มทิศที่จะบอกว่าเงินที่จ่ายไปกับโฆษณาแต่ละเดือนคุ้มค่าจริงหรือไม่ ไม่ใช่แค่ดูยอดไลก์หรือยอด Engagement ที่ดูสวยงามในรายงาน
ROAS คืออะไร
ROAS ย่อมาจาก Return on Ad Spend คืออัตราส่วนระหว่างยอดขายที่ได้กลับมา กับเงินที่จ่ายไปกับโฆษณา เช่น ถ้าจ่ายค่าโฆษณา 10,000 บาท แล้วได้ยอดขายกลับมา 50,000 บาท จะเรียกว่า ROAS 5 เท่า หมายความว่าทุก 1 บาทที่จ่ายไปกับโฆษณา จะได้ยอดขายกลับมา 5 บาท
ทำไมยอด Engagement เยอะถึงไม่พอ
หลายธุรกิจติดกับดักดูแค่ยอดไลก์ ยอดคอมเมนต์ หรือยอด Reach เพราะตัวเลขเหล่านี้ดูสวยงามในรายงาน แต่ไม่ได้บอกว่าธุรกิจมีกำไรเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ โฆษณาที่มีคนกดไลก์เยอะแต่ไม่มีคนซื้อ คือโฆษณาที่ล้มเหลวในมุมธุรกิจ ต่อให้ตัวเลข Engagement จะดูดีแค่ไหนก็ตาม
ยอด Reach สูง แปลว่าแคมเปญประสบความสำเร็จแล้ว
ต้องดูว่า Reach เหล่านั้นแปลงเป็นยอดขายได้เท่าไหร่ ผ่านค่า ROAS เท่านั้น
ROAS เท่าไหร่ถึงเรียกว่าดี
ไม่มีตัวเลขตายตัวที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ เพราะขึ้นอยู่กับ Gross Margin ของสินค้า ธุรกิจที่มีกำไรต่อชิ้นสูง อาจพอใจกับ ROAS 2-3 เท่า ในขณะที่ธุรกิจที่มีกำไรต่อชิ้นต่ำอาจต้องการ ROAS 5-8 เท่าขึ้นไปถึงจะคุ้มทุน สิ่งสำคัญคือต้องคำนวณ Break-even ROAS ของธุรกิจตัวเองให้ได้ก่อน แล้วตั้งเป้าให้สูงกว่าจุดนั้น
วิธีคำนวณ Break-even ROAS อย่างง่าย
- 1หา Gross Margin ของสินค้า เช่น ขาย 100 บาท ต้นทุน 60 บาท จะมี Margin 40%
- 2นำ 100 หารด้วยตัวเลข Margin (100 หาร 40 เท่ากับ 2.5)
- 3นั่นคือ Break-even ROAS ของคุณ คือ 2.5 เท่า ถ้ายิงแอดได้ ROAS ต่ำกว่านี้ แปลว่ากำลังขาดทุน
สรุป
ROAS คือเข็มทิศที่จะบอกว่าธุรกิจควรเพิ่มงบ ลดงบ หรือหยุดยิงโฆษณาตัวไหน การรู้ตัวเลขนี้ตั้งแต่ต้น จะช่วยให้ตัดสินใจได้เร็วและแม่นยำกว่าการดูแค่ Engagement ผิวเผิน