SEO (Search Engine Optimization) และ SEM (Search Engine Marketing) ต่างเป็นการทำให้ธุรกิจปรากฏบนหน้าค้นหาของ Google แต่วิธีการต่างกันโดยสิ้นเชิง SEO คือการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับผลการค้นหาแบบธรรมชาติโดยไม่เสียค่าโฆษณา ส่วน SEM คือการจ่ายเงินเพื่อให้ติดอันดับบนสุดทันทีผ่าน Google Ads
ข้อดีข้อเสียที่ต่างกัน
SEO ให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและไม่ต้องจ่ายต่อคลิก แต่ต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเห็นผล ส่วน SEM เห็นผลได้ทันทีตั้งแต่วันแรกที่เปิดแคมเปญ แต่ต้องจ่ายเงินต่อเนื่องตลอดเวลาที่ต้องการให้ติดอันดับ หยุดจ่ายเมื่อไหร่อันดับก็หายไปทันที

ธุรกิจ SME ควรเลือกแบบไหน
คำตอบที่ดีที่สุดมักไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือการใช้ทั้งคู่ร่วมกัน ใช้ SEM สร้างยอดขายระยะสั้นระหว่างรอผล SEO ที่กำลังค่อยๆ เติบโต เมื่อ SEO เริ่มติดอันดับดีแล้ว ก็สามารถลดงบ SEM ในคีย์เวิร์ดที่ SEO ทำได้ดีอยู่แล้วลงได้

สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาปรับสัดส่วน
เมื่อไหร่ที่คีย์เวิร์ดสำคัญเริ่มติดหน้าแรกของ Google แบบ Organic อย่างมั่นคงแล้ว นั่นคือสัญญาณให้เริ่มลดงบ SEM ในคีย์เวิร์ดนั้นและย้ายงบไปทดลองคีย์เวิร์ดใหม่แทน การหมั่นเช็คอันดับ SEO เป็นประจำจึงช่วยบริหารงบโฆษณาโดยรวมให้คุ้มค่าที่สุด