งานวิจัยหลายชิ้นชี้ตรงกันว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้ตัดสินใจซื้อสินค้าตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นโฆษณา บางคนต้องเห็นซ้ำหลายครั้งก่อนจะกดสั่งซื้อจริง นี่คือเหตุผลที่ทำให้ Retargeting กลายเป็นเทคนิคที่ให้ ROAS สูงที่สุดในบรรดาแคมเปญโฆษณาทุกประเภท
Retargeting คืออะไร
Retargeting คือการยิงโฆษณาไปหาคนที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับธุรกิจคุณมาก่อนแล้ว เช่น เคยเข้าเว็บไซต์ เคยดูสินค้า เคยใส่ตะกร้าแต่ยังไม่จ่ายเงิน หรือเคยดูวิดีโอโฆษณาจนจบ กลุ่มคนเหล่านี้ต่างจากคนทั่วไปตรงที่พวกเขารู้จักแบรนด์คุณแล้ว และมีความสนใจในระดับหนึ่งอยู่แล้ว จึงมีโอกาสปิดการขายได้ง่ายกว่าการหาลูกค้าใหม่มาก
ทำไมคนที่ “เกือบซื้อ” ถึงสำคัญมาก
คนที่ใส่สินค้าลงตะกร้าแต่ไม่จ่ายเงิน มักมีเหตุผลเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้ลังเล เช่น ยังไม่แน่ใจเรื่องค่าส่ง อยากเทียบราคาที่อื่นก่อน หรือแค่ถูกขัดจังหวะระหว่างทำธุระอื่น การยิง Retargeting ที่เหมาะสม เช่น เตือนความจำ ให้ส่วนลดเล็กน้อย หรือแสดงรีวิวเพิ่มความมั่นใจ มักช่วยดันให้คนกลุ่มนี้กลับมาซื้อสำเร็จได้ในสัดส่วนที่สูงกว่ากลุ่มคนใหม่มาก
รูปแบบ Retargeting ที่ใช้บ่อย
- ตามคนที่เคยดูหน้าสินค้าแต่ยังไม่ซื้อ ด้วยโฆษณาสินค้าตัวเดิม
- ตามคนที่ใส่ตะกร้าแล้วไม่จ่ายเงิน พร้อมโปรโมชันกระตุ้น
- ตามคนที่เคยซื้อแล้ว ด้วยสินค้าที่เกี่ยวข้องหรือสินค้าใหม่ (Cross-sell)
- ตามคนที่ดูวิดีโอจบ 75% ขึ้นไป ด้วยข้อเสนอที่เจาะจงมากขึ้น
อย่ายิง Retargeting ด้วยข้อความเดิมซ้ำๆ นานเกินไป เพราะจะเกิด Ad Fatigue ควรสลับครีเอทีฟหรือมุมมองใหม่ทุก 1-2 สัปดาห์
สรุป
Retargeting ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์เสริม แต่เป็นเทคนิคที่ทุกธุรกิจที่ยิงแอดควรมี เพราะเป็นการเก็บเกี่ยวโอกาสจากคนที่เกือบจะเป็นลูกค้าแล้ว แทนที่จะปล่อยให้หลุดมือไปฟรีๆ และมักให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าการหาลูกค้าใหม่ทั้งหมด